FDM or SLA เลือกยังไง? ข้อแตกต่างและคำแนะนำก่อนซื้อเครื่องพิมพ์ 3 มิติ

Septillion WebmasterFormlabs, ข่าวสาร

Fused Deposition Modeling (FDM) และ Stereolithography (SLA) คือเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้คล้ายกันเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นงานต้นแบบ งานผลิตชิ้นส่วนที่ใช้จริง งานอุตสาหกรรม งานอดิเรก ฯลฯ มีตัวเลือกวัสดุที่กว้างขวางพอกัน ได้ผลลัพธ์ออกมาใกล้เคียงกัน แต่ในเรื่องของความละเอียด และการใช้งานของเทคโนโลยี 2 อย่างนี้ก็มีจุดดีจุดด้อยต่างกันไปอีก

บางกรณีเราสามารถใช้ FDM แทน SLA ได้ แต่บางครั้ง SLA ก็คุ้มค่ากว่า ทั้งนี้ใช่ว่าทุกคนจะมีโอกาสได้ทดลองใช้งานเครื่องพิมพ์ทั้ง 2 แบบ ในกรณีที่คุณมีงบก้อนหนึ่ง แต่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าควรจะเลือกลงทุนกับเครื่องพิมพ์ระบบไหนดี วันนี้เรามีคำตอบมาให้ครับ

สำหรับใครที่ยังไม่รู้ว่า FDM กับ SLA แตกต่างกันอย่างไร คลิกอ่านเพิ่มเติม

ขั้นแรกคือ ต้องตัดสินใจเลือกจากลักษณะงานที่คุณจะนำไปใช้ให้แน่นอนก่อนครับ ทั้ง 2 เทคโนโลยีอาจใช้ร่วมกันได้ในบางงาน แต่ก็มีข้อแตกต่างที่แยกกันอย่างชัดเจน และที่สำคัญคือเรื่องของงบประมาณและความคุ้มค่า

วิธีที่จะช่วยให้ตัดสินใจใจง่ายที่สุด ก็คือการเปรียบเทียบข้อดีและข้อเสีย ว่าจุดไหนที่เข้ากับงานของเรา จุดไหนที่ส่งผลดีกับเรามากที่สุด และข้อเสียข้อนั้นส่งผลกระทบกับงานของเรามากหรือไม่ ว่าแล้วก็มาลองดูตารางเปรียบเทียบด้านล่างกันเลยครับ

แปลจาก FDM vs SLA: Learn the key differences between these two technologies, and when to use them

FDM vs SLA

ข้อดี

FDM

SLA

  • มีวัสดุเทอร์โมพลาสติกที่หลากหลาย รองรับความต้องการของอุตสาหกรรมและการใช้งานในด้านต่าง ๆ ได้
  • สามารถให้ความละเอียดขนาดเล็กถึง 25 ไมครอน
  • ขนาดการพิมพ์ของเครื่องพิมพ์ 3 มิติระบบ FDM ใหญ่กว่า SLA ดังนั้นนอกเหนือจากการผลิตชิ้นส่วนต้นแบบหรือโมเดลแล้ว ยังสามารถทำการผลิตสินค้าระยะสั้นได้อีกด้วย
  • พื้นผิวงานเนียน ละเอียด อย่างที่ FDM เทียบไม่ติด ทำให้ชิ้นงานมีลักษณะเหมือนการอัดฉีดพลาสติกขึ้นรูป
  • เส้นวัสดุมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อรวมเอาคุณสมบัติต่าง ๆ มาไว้ด้วยกัน เช่น ความต้านทานต่อกรดและสารเคมี แรงเสียดทานต่ำ และความแข็งแรงสูง
  • เหมาะสำหรับการสร้างคอนเซ็ปต์โมเดล แบบจำลอง โครงสร้างแบบออแกนิก ชิ้นส่วนที่มีรูปทรงซับซ้อนสูง ฟิกเกอร์ หรือชิ้นงานต้นแบบลักษณะเฉพาะอื่น ๆ
  • เส้นวัสดุชนิดใหม่นั้นมีการผสมเส้นใยอื่น เพื่อการผลิตชิ้นส่วนที่มีน้ำหนักเบาแต่มั่นคง เช่น คาร์บอนไฟเบอร์ โพลีคาร์บอเนต ฯลฯ
  • มีความคลาดเคลื่อนต่ำ เนื่องจากแสง UV เลเซอร์ที่มีความแม่นยำสูง
  • FDM สามารถพิมพ์ชิ้นงานได้หลากหลาย ตั้งแต่อะไหล่ขนาดเล็กสำหรับรถยนต์ ไปจนถึงอุปกรณ์และเครื่องมือ สำหรับงานติดตั้งในอุตสาหกรรมการบินและอวกาศ
  • ไม่มีการขยายตัวทางความร้อนในระหว่างการหลอมของชั้นเลเยอร์ ทำให้เหมาะกับการพิมพ์ชิ้นงานต้นแบบ เช่น เสาติดตาในงานแหวนและอัญมณี รากฟันเทียม โมเดลสถาปัตยที่รูปร่างซับซ้อน หรือชิ้นส่วนประกอบขนาดเล็กอื่น ๆ
  • วัสดุส่วนใหญ่มีคุณสมบัติทางกลที่ดี และมีประสิทธิภาพสูง
  • เครื่องพิมพ์ 3 มิติระบบ FDM บางรุ่น สามารถปรับค่าความละเอียดได้มากถึง 50 ไมครอน ทำให้มองไม่เห็นชั้นเลเยอร์บนตัวชิ้นงาน หรืออาจจะสังเกตเห็นได้น้อยที่สุด

ข้อเสีย

FDM

SLA

  • เนื่องจากความละเอียดในการพิมพ์ของ FDM จะต่ำกว่า SLA ทำให้บางครั้งจะเห็นเส้นของชั้นเลเยอร์ได้ชัดเจน
  • เรซิ่นมีความเปราะสูง ดังนั้น หากต้องการชิ้นส่วนสำหรับการใช้งานเชิงกลที่ทนความตึงเครียดได้ดี หรือมีรอบการใช้งานยาว ควรเลือกเรซิ่นเกรดวิศวกรรมเท่านั้น
  • จำเป็นต้องมีการขัดเงาหากต้องการให้พื้นผิวเรียบเนียนเท่า SLA
  • เรซิ่นมาตรฐานทั่วไปจะเหมาะกับงานออกแบบ เช่น โมเดลที่มีโครงสร้างซับซ้อนหรือละเอียด
  • การพิมพ์ระบบ FDM มีโอกาสที่จะเกิดความผันผวนทางอุณหภูมิ ทำให้วัสดุเทอร์โพลาสติกที่ใช้เย็นตัวเร็วหรือช้าเกินไป ซึ่งจะส่งผลให้ชั้นเลเยอร์แยกตัวหรือบิดงอได้
  • ปัจจุบันยังไม่มีเรซิ่นชนิดใดที่มีความแข็งแรงเทียบเท่าโพลีคาร์บอเนต ไนลอน หรือวัสดุ FDM ที่ทนทานชนิดอื่น ๆ ได้
  • ปัญหาหัวพิมพ์ ระะบบหัวฉีด หรือการหลอมละลายเส้นพลาสติกใด ๆ อาจทำให้เกิดปัญหาระหว่างการพิมพ์ได้
  • โดยทั่วไปต้นทุนการพิมพ์ด้วยเรซิ่นมีค่าใช้จ่ายสูง และให้ชิ้นส่วนตามจำนวนน้ำยาเรซิ่นได้น้อยกว่าม้วนเส้นพลาสติกของ FDM
  • ต้องระมัดระวังการตั้งค่าการพิมพ์ ตัวฮาร์ดแวร์ และข้อมูลจำเพาะของวัสดุ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการหั่นไฟล์บนซอฟต์แวร์เตรียมการพิมพ์ 3 มิติ
  • มีพื้นที่การพิมพ์เล็กกว่า FDM และไม่เหมาะกับการผลิตชิ้นงานจำนวนมาก

การบำรุงรักษา

ข้อทบทวนสำคัญอีกข้อที่จะขาดไปไม่ได้ ก็คือหลังซื้อเครื่องไปแล้ว เราจะบำรุงรักษาอย่างไรให้ใช้งานได้นาน ๆ อันที่จริงทั้ง FDM และ SLA ต่างก็มีข้อควรระวังไม่ต่างจากเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไปเท่าไหร่ครับ แต่อาจจะมีบางจุดเท่านั้นที่ต้องระวังเป็นพิเศษ

เส้นวัสดุของ FDM จะมีบางชนิดที่ดูดความชื้น ดังนั้นจึงอาจต้องการที่เก็บเฉพาะ การปรับความร้อนหัวพิมพ์ที่ไม่ถูกต้อง หรือละเลยไม่ตรวจเช็คทำความสะอาดบ่อย ๆ ก็อาจทำให้เกิดปัญหาหัวตัน หรือพลาสติกไปอุดอยู่ที่ส่วนทำความร้อนของหัวพิมพ์ได้

ในขณะที่ SLA จะมีปัญหาในเรื่องของน้ำยาเรซิ่น ต้องระมัดระวังในการเก็บ หรือเติม เพราะหากน้ำยาเรซิ่นหกลงไปในเครื่อง ก็อาจทำให้เครื่องเสียหายหนักจนไม่อาจซ่อมได้ และหากเก็บเรซิ่นไม่มิดชิดพอก็อาจทำให้น้ำยานั้นเสีย และนำกลับมาใช้ไม่ได้อีกนั่นเองครับ

ภาพตัวอย่างเรซิ่นที่ถูกนำไปวางทิ้งไว้กลางแจ้ง Cr. 3D Printing Center

ทั้งนี้ ไม่แนะนำให้แกะเครื่องพิมพ์เพื่อซ่อมเอง เพราะอาจทำให้เครื่องเสียหายหนักเกินกว่าที่เป็นอยู่ และไม่อาจส่งเคลมหรือขออะไหล่กับบริษัทผู้ผลิตได้อีกด้วยครับ

จากในบทความนี้ ก็น่าจะทำให้ใครหลายคนได้แนวทางในการเลือกเครื่องพิมพ์ 3 มิติชัดเจนมากขึ้นนะครับ แต่ใครที่อ่านแล้วก็ยังไม่มั่นใจอยู่ดี สามารถติดต่อเพื่อขอคำแนะนำจากทางเซปทิลเลียนเข้ามาได้ที่หน้า ติดต่อเรา หรือบนเพจ @septilionthailand ได้ ตามวันเวลาทำการที่ระบุไว้บนหน้าเพจเลยครับ

Share this Post